ปูพื้นไม้แบบไหนดี? แนะนำวัสดุสำหรับปูพื้นไม้ พร้อมข้อดี–ข้อเสีย

ปูพื้นไม้

พื้นไม้มีผลทั้งต่อบรรยากาศบ้าน ความทนทาน และงบประมาณในระยะยาว การเลือก “วัสดุปูพื้นไม้”จึงไม่ควรมองแค่ความสวยงาม แต่ต้องคำนึงถึงสภาพการใช้งานจริงด้วย ปัญหาที่เจ้าของบ้านส่วนใหญ่มักเจอคือพื้นไม้บวมน้ำ สีซีดเร็ว หรือดูแลรักษายาก ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการเลือกชนิดไม้ไม่เหมาะกับพื้นที่ใช้งาน ทำให้ต้องรื้อเปลี่ยนใหม่ เสียค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนโดยไม่จำเป็น

บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจวัสดุปูพื้นไม้ยอดนิยมแต่ละประเภท พร้อมข้อดี-ข้อจำกัดในมุมมองผู้เชี่ยวชาญงานไม้ เพื่อช่วยให้เลือกพื้นไม้ที่เหมาะกับบ้าน ใช้งานได้นาน และคุ้มค่าในระยะยาว

ทำไมต้องให้ความสำคัญกับวัสดุปูพื้นไม้

ไม้ปูพื้น

วัสดุปูพื้นไม้เป็นองค์ประกอบที่ส่งผลต่อภาพรวมของบ้านมากกว่าที่หลายคนคิด ไม่ใช่แค่เรื่องลวดลายหรือสีไม้ แต่รวมถึงอารมณ์ของพื้นที่ ความรู้สึกขณะอยู่อาศัย และความกลมกลืนกับสไตล์การออกแบบ การเลือกพื้นไม้ที่เหมาะสมกับการใช้งานและสไตล์ของบ้าน จะช่วยให้บ้านดูอบอุ่น มีมิติ และดูมีคุณค่าในระยะยาว

ในด้านการใช้งาน ไม้ปูพื้นแต่ละประเภทมีความทนทานต่อแรงกด การขีดข่วน และความชื้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน หากเลือกไม่ตรงกับสภาพพื้นที่ เช่น ใช้ไม้ที่ไม่ทนความชื้นในโซนที่มีโอกาสโดนน้ำหรืออากาศอับชื้น อาจเกิดปัญหาพื้นบวม แอ่น หรือผิวไม้เสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ

สุดท้ายคือเรื่องงบประมาณ การเลือกวัสดุปูพื้นไม้ราคาถูกแต่ไม่เหมาะกับการใช้งาน อาจดูประหยัดในตอนแรก แต่มีค่าใช้จ่ายแฝงจากการซ่อมแซม บำรุงรักษา หรือรื้อเปลี่ยนในอนาคต การเข้าใจคุณสมบัติของวัสดุปูพื้นไม้ตั้งแต่ต้น จะช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างคุ้มค่า ลงทุนครั้งเดียว ใช้งานได้ยาว และลดความเสี่ยงในการเสียเงินซ้ำซ้อนในระยะยาว

วัสดุปูพื้นไม้มีกี่แบบ แบบไหนดี

โดยทั่วไป วัสดุปูพื้นไม้สามารถแบ่งออกเป็น 5 ประเภทหลัก ทั้งไม้ปูพื้นจริงและไม้ปูพื้นเทียม แต่ละแบบมีจุดเด่นและข้อจำกัดต่างกัน การเลือกว่าควรใช้แบบไหน ขึ้นอยู่กับงบประมาณ ลักษณะพื้นที่ และการใช้งานจริงของบ้านเป็นหลัก

1. ไม้จริง (Solid Wood)

ไม้จริง คือวัสดุปูพื้นไม้ที่ทำจากไม้แท้ 100% ตลอดทั้งแผ่น ไม่มีการผสมวัสดุสังเคราะห์ มีความหนา แข็งแรง และให้สัมผัสเป็นธรรมชาติมากที่สุด ลวดลาย สี และลายไม้ของแต่ละแผ่นจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ซ้ำกัน ทำให้พื้นไม้จริงมีคุณค่าเชิงความงามและความคลาสสิกสูง

ข้อดี

  • ให้ความหรูหราและความเป็นธรรมชาติสูงที่สุด วัสดุอื่นยากจะทดแทนได้
  • ลายไม้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้พื้นดูมีมิติและมีคุณค่าเชิงงานตกแต่ง
  • แข็งแรง ทนทาน หากติดตั้งและดูแลอย่างเหมาะสม สามารถใช้งานได้นานหลายสิบปี
  • สามารถขัดผิวและทำสีใหม่ได้หลายครั้ง ช่วยยืดอายุการใช้งานและปรับลุคพื้นให้เหมือนใหม่
  • ให้สัมผัสอบอุ่น เดินสบาย และช่วยสร้างบรรยากาศภายในบ้านให้ดูพรีเมียม

ข้อเสีย

  • ราคาสูงกว่าวัสดุปูพื้นไม้ประเภทอื่น ทั้งค่าวัสดุและค่าติดตั้ง
  • ต้องการการดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอ เช่น การเคลือบผิวหรือป้องกันความชื้น
  • ไวต่อความชื้นและการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ อาจเกิดการโก่ง บิด หรือหดตัวได้
  • มีความเสี่ยงต่อปลวกและแมลง หากไม่มีการป้องกันที่เหมาะสม
  • ไม่เหมาะกับพื้นที่ที่มีโอกาสโดนน้ำหรืออากาศชื้นบ่อย เช่น ห้องน้ำ ชั้นล่างที่ไม่มีระบบกันชื้น

2. ไม้เอนจิเนียร์ (Engineered Wood) 

ไม้เอนจิเนียร์ เป็นวัสดุปูพื้นไม้ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาของไม้จริง โดยเฉพาะเรื่องการโก่ง บิด และหดตัวจากอุณหภูมิและความชื้น โครงสร้างของไม้เอนจิเนียร์จะเป็นแบบหลายชั้น (Multi-layer Structure) ผิวหน้าชั้นบนสุดเป็นไม้แท้จริง เช่น ไม้โอ๊ค ไม้วอลนัท หรือไม้แดง เพื่อคงความสวยงามและลายไม้ธรรมชาติ ส่วนแกนด้านในจะทำจากไม้อัดหรือไม้เนื้อแข็งที่อัดซ้อนกันหลายชั้นในแนวสลับทิศทาง ช่วยเพิ่มความแข็งแรงและความเสถียรของแผ่นพื้น

ข้อดี 

  • ลดโอกาสการโก่ง บิด หรือหดตัวของแผ่นไม้
  • ทนต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและความชื้นได้ดีกว่าไม้จริง
  • ผิวหน้าทำจากไม้แท้จริง ให้ลวดลาย สี และสัมผัสใกล้เคียงไม้จริง เดินสบายเท้า ดูอบอุ่น
  • ราคาย่อมเยากว่าไม้จริงทั้งแผ่น ควบคุมงบประมาณได้ง่ายกว่า แต่ยังคงภาพลักษณ์ไม้ธรรมชาติ

ข้อเสีย

  • ชั้นไม้จริงด้านบนมีความหนาจำกัด ทำให้ขัดทำสีหรือรีโนเวทผิวหน้าใหม่ได้เพียงไม่กี่ครั้ง
  • ไม่เหมาะกับพื้นที่ที่มีน้ำขังหรือความชื้นสูงตลอดเวลา เช่น ห้องน้ำ หรือพื้นที่ภายนอกอาคาร
  • อายุการใช้งานระยะยาวจะขึ้นอยู่กับความหนาของชั้นไม้จริงและคุณภาพโครงสร้างแกนกลาง

3. ไม้ลามิเนต (Laminate)

ไม้ลามิเนต เป็นวัสดุปูพื้นไม้เทียมที่ผลิตจากแผ่นใยไม้อัดอัดแน่นความหนาแน่นสูง (HDF: High Density Fiberboard) ผิวหน้าพิมพ์ลายไม้และเคลือบด้วยชั้นป้องกันรอยขีดข่วน ทำให้มีรูปลักษณ์ใกล้เคียงไม้จริง แต่มีต้นทุนต่ำกว่า เหมาะกับงานตกแต่งภายในที่ต้องการควบคุมงบประมาณ

ข้อดี

  • ราคาประหยัด เมื่อเทียบกับพื้นไม้จริงและไม้เอนจิเนียร์ เหมาะกับบ้านหรือโครงการที่ต้องการลดต้นทุน
    มีลวดลายและสีให้เลือกหลากหลาย ทั้งลายไม้คลาสสิก ลายไม้โมเดิร์น และโทนสีต่าง ๆ
  • ติดตั้งง่าย ส่วนใหญ่ใช้ระบบคลิกล็อก ไม่ต้องใช้กาว ลดเวลาและค่าแรงในการติดตั้ง
  • ผิวหน้าทนต่อรอยขีดข่วนและการสึกหรอได้ดี เหมาะกับพื้นที่ใช้งานทั่วไป เช่น ห้องนอน หรือห้องทำงาน
  • ดูแลรักษาง่าย ไม่ต้องขัด ไม่ต้องเคลือบผิว เพียงทำความสะอาดตามปกติ

ข้อเสีย

  • ไม่ทนน้ำและความชื้น หากมีน้ำขังหรือความชื้นสะสม แผ่นพื้นอาจบวม พอง หรือเสียหายได้
    ไม่สามารถขัดทำสีใหม่ได้ เมื่อผิวหน้าเสียหายจำเป็นต้องรื้อและเปลี่ยนแผ่นใหม่เท่านั้น
  • สัมผัสและอุณหภูมิไม่เหมือนไม้จริง อาจให้ความรู้สึกแข็งและเย็นกว่า
  • อายุการใช้งานสั้นกว่าไม้จริงและไม้เอนจิเนียร์ โดยเฉพาะเมื่อใช้งานในพื้นที่ที่มีความชื้นสูงหรือดูแลไม่เหมาะสม
  • หากพื้นเดิมไม่เรียบหรือการติดตั้งไม่ได้มาตรฐาน อาจเกิดเสียงดังเวลาเดิน

4. ไม้ปาร์เก้ (Parquet Wood)

ไม้ปาร์เก้ เป็นการนำไม้จริงมาตัดเป็นแผ่นเล็ก ๆ แล้วเรียงต่อกันเป็นลวดลายต่าง ๆ เช่น ลายก้างปลา (Herringbone) หรือลายเรขาคณิตอื่น ๆ โดดเด่นด้วยความประณีตของลวดลายและงานติดตั้งที่สะท้อนฝีมือช่างไม้ ทำให้พื้นดูหรูหรา คลาสสิก และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ไม้ปาร์เก้มักถูกใช้ในบ้านพักอาศัยที่ต้องการความหรูหรา อาคารเก่ารีโนเวท หรือพื้นที่ที่ต้องการภาพลักษณ์หรูและมีเรื่องราว

ข้อดี

  • ให้ความสวยงามและเอกลักษณ์สูง ลวดลายโดดเด่น ไม่เหมือนพื้นไม้ประเภทอื่น
  • ทำจากไม้จริงทั้งชิ้น แข็งแรงและทนทาน ใช้งานได้ยาวนาน
  • สามารถขัดผิวและทำสีใหม่ได้หลายครั้ง ช่วยยืดอายุการใช้งานในระยะยาว
  • ให้สัมผัสและบรรยากาศอบอุ่น ดูหรู และมีมูลค่าในเชิงงานตกแต่ง
    เพิ่มคุณค่าภาพลักษณ์ของบ้านหรืออาคาร เหมาะกับงานออกแบบที่เน้นรายละเอียด

ข้อเสีย 

  • ราคาสูงกว่าพื้นไม้ทั่วไป ทั้งค่าวัสดุและค่าแรงติดตั้ง
  • ใช้เวลาในการติดตั้งนาน เนื่องจากเป็นงานละเอียด 
  • ต้องอาศัยช่างไม้ปาร์เก้ที่มีความชำนาญ หากติดตั้งไม่ได้มาตรฐาน อาจเกิดปัญหาพื้นแยกหรือโก่งในระยะยาว
  • ไวต่อความชื้นและการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ต้องดูแลรักษาอย่างเหมาะสม

5. กระเบี้องลายไม้ (SPC / WPC / LVT)

กระเบื้องลายไม้ คือ วัสดุปูพื้นแทนไม้ที่ออกแบบลวดลายให้เหมือนไม้จริง แต่ผลิตจากวัสดุสังเคราะห์ ทำให้แก้ปัญหาเรื่องน้ำ ความชื้น และการดูแลรักษาที่พื้นไม้จริงทำได้ยาก ปัจจุบันนิยมใช้ทั้งในบ้านพักอาศัย คอนโด ไปจนถึงร้านค้าและสำนักงาน

โดยกระเบื้องปูพื้นลายไม้จะแบ่งออกเป็นหลายประเภทหลัก ๆ ได้แก่

  • SPC (Stone Plastic Composite) เป็นพื้นลายไม้ที่มีแกนกลางผสมผงหิน ทำให้แผ่นพื้นมีความแข็งแรงสูงมาก ไม่ยืด ไม่หดตัว ทนน้ำได้ 100% และรับน้ำหนักได้ดี 
  • WPC (Wood Plastic Composite) เป็นพื้นลายไม้ที่ผสมผงไม้กับพลาสติก ทำให้มีความยืดหยุ่นและนุ่มเท้ากว่า SPC เดินสบายกว่า และให้ฟีลใกล้ไม้จริงมากขึ้น 
  • LVT (Luxury Vinyl Tile) เป็นพื้นไวนิลลายไม้ที่เน้นความบางและยืดหยุ่นสูง ลวดลายสมจริง มีทั้งแบบคลิกล็อกและแบบปูกาว 

ข้อดี

  • ทนน้ำได้ 100% ไม่บวม ไม่โก่ง
  • ดูแลรักษาง่าย ไม่ต้องขัดหรือเคลือบ
  • ลวดลายหลากหลาย ให้ภาพลักษณ์เหมือนไม้จริง
  • เหมาะกับพื้นที่ชื้น พื้นที่ใช้งานหนัก หรือบ้านที่ต้องการความอึดทน

ข้อเสีย

  • สัมผัสและอุณหภูมิไม่เหมือนไม้ธรรมชาติ
  • หากพื้นเดิมไม่เรียบ หรือช่างติดตั้งไม่ได้มาตรฐาน อาจเกิดเสียงดังเวลาเดิน
  • คุณภาพแตกต่างกันมากตามเกรดวัสดุและโครงสร้างแกนกลาง

ปูพื้นไม้อย่างไรให้เหมาะกับสไตล์บ้านของคุณ

ไม้เทียมปูพื้น

สำหรับการเลือกพื้นไม้สวย ๆ ให้เข้ากับสไตล์บ้าน นอกจากจะช่วยในเรื่องความสวยงามแล้ว แต่ยังทำให้ภาพรวมของพื้นที่ดูสมดุล อยู่สบาย และสะท้อนรสนิยมของเจ้าของบ้านได้ชัดเจนขึ้น โดยบ้านแต่ละสไตล์สามารถเลือกใช้วัสดุปูพื้นไม้ได้ดังนี้

สไตล์โมเดิร์น (Modern / Minimal)

บ้านสไตล์โมเดิร์นควรเลือกวัสดุปูพื้นไม้ที่มีสีโทนกลางถึงอ่อน เช่น โทนไม้สีอ่อนแบบ White Oak หรือ Ash เพื่อช่วยให้พื้นที่ดูสว่างและโปร่ง ลายไม้ควรเรียบ ไม่เด่นหรือมีเส้นลายจัดมากเกินไป เพื่อลดความรกสายตา

แนะนำให้ใช้แผ่นไม้ขนาดยาว ปูต่อเนื่องในทิศทางเดียว จะช่วยให้บ้านดูโล่ง กว้าง และทันสมัยมากขึ้น

สไตล์ลักชูรี (Luxury / Contemporary)

สไตล์ลักชูรีเหมาะกับไม้จริงหรือไม้เอนจิเนียร์เฉดเข้ม เช่น ไม้วอลนัท หรือไม้สักโทนเข้ม เพื่อเพิ่มความลึกและความหรูหราให้กับพื้นที่

การเลือกลายปูแบบ Herringbone หรือ Chevron จะช่วยเพิ่มมิติและรายละเอียดให้พื้นบ้านดูโดดเด่น แนะนำพื้นผิวเคลือบด้าน (Matt) เพื่อให้ได้ลุคพรีเมียม ดูแพงแบบไม่ฉูดฉาดจนเกินไป

สไตล์บ้านอบอุ่น สแกนดิเนเวียน (Scandinavian)

พื้นไม้โทนอ่อน เช่น ไม้โอ๊คหรือไม้เมเปิ้ลเป็นตัวเลือกที่เหมาะกับบ้านสไตล์สแกนดิเนเวียน ช่วยสร้างบรรยากาศอบอุ่น เป็นธรรมชาติ และทำให้บ้านดูสว่าง

ควรเลือกผิวไม้แบบด้านหรือกึ่งด้าน และจับคู่กับเฟอร์นิเจอร์โทนขาว ครีม หรือเทาอ่อน เพื่อให้ภาพรวมของบ้านดูเรียบ สบายตา และน่าอยู่อาศัยในระยะยาว

สไตล์คลาสสิก (Classic / Vintage)

บ้านสไตล์คลาสสิกเหมาะกับไม้ปาร์เก้ลวดลายก้างปลา หรือไม้จริงเฉดอบอุ่น โทนน้ำตาลกลางถึงเข้มช่วยเสริมบรรยากาศงานไม้แบบยุโรป ให้ความรู้สึกหรูหราและมีรายละเอียด

วัสดุปูพื้นไม้ลักษณะนี้เข้ากันได้ดีกับผนังที่มีบัวตกแต่ง และเฟอร์นิเจอร์ไม้แท้ ช่วยให้ภาพรวมของบ้านดูสง่างามและมีเอกลักษณ์เหนือกาลเวลา

สไตล์ลอฟต์ (Loft / Industrial)

บ้านสไตล์ลอฟต์ควรเลือกไม้ลามิเนตหรือกระเบื้องไวนิลลายไม้โทนเข้ม-เทา เพื่อสร้างคอนทราสต์กับผนังปูนเปลือย เหล็ก หรือวัสดุเปลือยอื่น ๆ

แนะนำลายไม้ที่มี Texture ชัด มีเส้นลายและผิวสัมผัสดิบ ๆ เพื่อเพิ่มอารมณ์แบบโรงงานยุคเก่า และสามารถใช้แผ่นไม้หน้ากว้างเพื่อให้พื้นดูแข็งแรง มีมิติ และหนักแน่นมากขึ้น

สไตล์รีสอร์ทหรือทรอปิคอล (Tropical)

บ้านสไตล์รีสอร์ทหรือทรอปิคอลเหมาะกับไม้โทนอุ่น เช่น ไม้สักหรือไม้โอ๊ค ทั้งในรูปแบบไม้จริงหรือไม้เอนจิเนียร์ ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ ผ่อนคลาย และใกล้ชิดกับสภาพแวดล้อมภายนอก

สำหรับพื้นที่ใกล้สวน ระเบียง หรือโซนที่มีความชื้นสูง ควรเลือกวัสดุที่ทนชื้นและดูแลรักษาง่าย เช่น SPC เพื่อให้ใช้งานได้ยาวนานและลดปัญหาพื้นบวมในระยะยาว

FAQ

พื้นไม้สวย ๆ

ปูพื้นไม้แบบไหนดีที่สุด?

ไม่มีวัสดุปูพื้นไม้แบบไหนที่ดีที่สุดสำหรับทุกบ้าน แต่แบบที่ “เหมาะที่สุด” คือวัสดุที่สอดคล้องกับลักษณะการใช้งาน งบประมาณ และสภาพแวดล้อมของพื้นที่ หากต้องการความหรูหราและอายุการใช้งานยาวนาน ไม้จริงหรือไม้ปาร์เก้จะตอบโจทย์ หากต้องการความเสถียร ดูแลง่ายขึ้นในงบที่ควบคุมได้ ไม้เอนจิเนียร์เป็นตัวเลือกที่สมดุล ส่วนพื้นที่ที่มีความชื้นหรือใช้งานหนัก วัสดุอย่าง SPC หรือไวนิลลายไม้จะเหมาะสมกว่าในระยะยาว

ดูแลพื้นไม้อย่างไร ให้ใช้งานได้นาน?

เพื่อให้วัสดุปูพื้นไม้คงความสง่างาม แข็งแรง และใช้งานได้ยาวนาน การดูแลวัสดุปูพื้นไม้สามารถทำได้ไม่ยาก หากเข้าใจหลักการที่ถูกต้อง ดังนี้

  • เพิ่มความทนทานด้วยการเคลือบผิว

การเคลือบผิววัสดุปูพื้นไม้ด้วยน้ำมันไม้หรือสารเคลือบคุณภาพสูง จะช่วยป้องกันรอยขีดข่วน ความชื้น และการซีดจางของสีไม้ ทำให้พื้นไม้คงความเงางามและดูใหม่อยู่เสมอ ในกรณีที่เป็นการเคลือบด้วยน้ำมันไม้ แนะนำให้เคลือบซ้ำทุก 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับลักษณะและความถี่ในการใช้งาน

สำหรับวัสดุปูพื้นไม้ที่ใช้ระบบเคลือบผิวแบบฟิล์มหนา เช่น UV Lacquer เมื่อผิวหน้าเริ่มเสื่อมสภาพ การขัดผิวและทำสีใหม่ (Re-sanding) จะช่วยฟื้นฟูพื้นไม้ให้กลับมาสวยงามและแข็งแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะทั้งกับพื้นไม้เก่าหรือพื้นที่ที่ต้องการปรับภาพลักษณ์ใหม่

  • ทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ

การดูแลทำความสะอาดวัสดุปูพื้นไม้เป็นประจำด้วยการดูดฝุ่นหรือถูแห้ง จะช่วยลดการสะสมของฝุ่นและเศษทราย ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของรอยขีดข่วนบนผิวไม้ ช่วยให้พื้นไม้ดูเรียบเนียนและคงความสวยงามในระยะยาว

  • หลีกเลี่ยงความชื้นและน้ำ

วัสดุปูพื้นไม้ไวต่อความชื้นและน้ำโดยตรง ควรหลีกเลี่ยงการปล่อยให้น้ำขังหรือใช้งานในพื้นที่ที่มีความชื้นสูงเกินไป การดูแลไม่ให้พื้นไม้สัมผัสความชื้นเป็นเวลานาน จะช่วยลดความเสี่ยงในการบวม โก่ง หรือเสียรูป และช่วยรักษาคุณค่าและความสวยงามของวัสดุปูพื้นไม้ไว้ได้อย่างยาวนาน

ทำความสะอาดพื้นไม้แบบมืออาชีพ: 5 วิธีทำความสะอาดพื้นไม้จริง ให้บ้านสวยและยืดอายุไม้ไปนาน ๆ

ปูพื้นไม้สวย ๆ เพิ่มมิติให้บ้านของคุณ กับ Champaca

หากคุณกำลังมองหาวัสดุปูพื้นไม้ที่ช่วยยกระดับบรรยากาศของบ้าน เพิ่มมิติ และสะท้อนรสนิยมได้อย่างแท้จริง การเลือกวัสดุที่เหมาะสม พร้อมคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านงานไม้ คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้บ้านสวย คุ้มค่า และน่าอยู่ในทุกวัน

ที่ Champaca เราเชื่อว่าความรู้ ความหลงใหล และนวัตกรรม คือรากฐานสำคัญของการออกแบบที่มีความหมาย เราจึงไม่ได้แค่จำหน่ายไม้เท่านั้น แต่ยังช่วยคุณสร้างสรรค์บ้านที่เล่าเรื่องราวเดียวกันทุกมุม ไม่ว่าจะเป็น พื้นไม้ ผนัง ฝ้าเพดาน หรือประตู ทีมงานผู้เชี่ยวชาญของเราพร้อมให้คำปรึกษา คัดสรรไม้จากธรรมชาติที่ลงตัวที่สุด เพื่อให้ทุกก้าวบนพื้นไม้ในบ้านของคุณ คงความสง่างาม และใช้งานได้ยาวนาน

เติมเต็มบ้านของคุณด้วยพื้นไม้จาก Champaca พร้อมสร้างสรรค์บ้านของคุณให้เป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย